วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2552

อายธรรมจีน/China Ancient-Civilization

ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีอารยธรรมยาวนานที่สุดประเทศหนึ่ง โดยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ สามารถค้นคว้าได้บ่งชี้ว่าอารยธรรมจีนมีอายุถึง 5,000 ปี รากฐานที่สำคัญของอารยธรรมจีนคือ การสร้างระบบภาษาเขียน และการพัฒนาแนวคิดลัทธิขงจื๊อ เมื่อประมาณ ศตวรรษที่ 2 ก่อน ค.ศ. ประวัติศาสตร์จีนมีทั้งช่วงที่เป็นปึกแผ่นและแตกเป็นหลายอาณาจักรสลับกันไป ในบางครั้งก็ถูกปกครองโดยชนชาติอื่น วัฒนธรรมของจีนมีอิทธิพลอย่างสูงต่อชาติอื่นๆ ในทวีปเอเชีย ซึ่งถ่ายทอดไปทั้งการอพยพ การค้า และการยึดครอง
อารยธรรมจีนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ มีแหล่งอารยธรรมที่สำคัญ 2 แหล่ง คือ
ลุ่มแม่น้ำฮวงโห พบความเจริญที่เรียกว่า วัฒนธรรมหยางเชา ( Yang Shao Culture ) พบหลักฐานที่เป็นเครื่องปั้นดินเผามีลักษณะสำคัญคือ เครื่องปั้นดินเผาเป็นลายเขียนสี มักเป็นลายเรขาคณิต พืช นก สัตว์ต่างๆ และพบใบหน้ามนุษย์ สีที่ใช้เป็นสีดำหรือสีม่วงเข้ม นอกจากนี้ยังมีการพิมพ์ลายหรือขูดสลักลายเป็นรูปลายจักสาน ลายเชือกทาบ
ลุ่มน้ำแยงซี ( Yangtze ) บริเวณมณฑลชานตุงพบ วัฒนธรรมหลงซาน ( Lung Shan Culture ) พบหลักฐานที่เป็นเครื่องปั้นดินเผามีลักษณะสำคัญคือ เครื่องปั้นดินเผามีเนื้อละเอียดสีดำขัดมันเงา คุณภาพดีเนื้อบางและแกร่ง เป็นภาชนะ 3 ขา
1.ราชวงศ์ชาง เป็นราชวงศ์แรกของจีน มีการปกครองแบบนครรัฐ
มีการประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นใช้เป็นครั้งแรก พบจารึกบนกระดองเต่า และกระดูกวัว เรื่องที่จารึกส่วนใหญ่เป็นการทำนายโชคชะตาจึงเรียกว่า “กระดูกเสี่ยงทาย”
มีความเชื่อเรื่องการบูชาบรรพบุรุษ
2.ราชวงศ์โจว
แนวความคิดด้านการปกครอง เชื่อเรื่องกษัตริย์เป็น “โอรสแห่งสวรรค์ สวรรค์มอบอำนาจให้มาปกครองมนุษย์เรียกว่า “อาณัตแห่งสวรรค์
เริ่มต้นยุคศักดินาของจีน
เกิดลัทธิขงจื๊อที่มีแนวทาง เป็นแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยม เน้นความสัมพันธ์และการทำหน้าที่ของผู้คนในสังคม ระหว่างจักรพรรดิกับราษฎร บิดากับบุตร พี่ชายกับน้องชาย สามีกับภรรยา เพื่อนกับเพื่อน เน้นความกตัญญู เคารพผู้อาวุโส ให้ความสำคัญกับครอบครัว เน้นความสำคัญของการศึกษา
เกิดลัทธิเต๋า โดยเล่าจื๊อ ที่มีแนวทาง เน้นการดำเนินชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ต้องมีระเบียบแบบแผนพิธีรีตองใดใด
เน้นปรับตัวเข้าหาธรรมชาติ ลัทธินี้มีอิทธิพลต่อศิลปิน กวี และจิตรกรจีน
คำสอนทั้งสองลัทธิเป็นที่พึ่งทางใจของผู้คน
3.ราชวงศ์จิ๋นหรือฉิน จักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่สามารถรวมดินแดนของจีนให้เป็นจักรวรรดิ เป็นครั้งแรกคือ พระเจ้าชิวั่งตี่ หรือ จิ๋นซีฮ่องเต้ เป็นผู้ให้สร้าง กำแพงเมืองจีน มีการใช้เหรียญกษาปณ์ มาตราชั่ง ตวง วัด
4.ราชวงศ์ฮั่น เป็นยุคทองด้านการค้าของจีน มีการค้าขายกับอาณาจักรโรมัน อาหรับ และอินเดีย โดยเส้นทางการค้าที่เรียกว่า เส้นทางสายไหม ( Silk Rood )
ลัทธิขงจื๊อ คำสอนถูกนำมาใช้เป็นหลักในการปกครองประเทศ
มีการสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการเรียกว่า จอหงวน
5.ราชวงศ์สุย เป็นยุคแตกแยกแบ่งเป็นสามก๊ก มีการขุดคลองเชื่อมแม่น้ำฮวงโหกับแม่น้ำแยงซี เพื่อประโยชน์ในด้านการคมนาคม
6.ราชวงศ์ถัง ได้ชื่อว่าเป็นยุคทองของอารยธรรมจีน นครฉางอานเป็นศูนย์กลางของซีกโลกตะวันออกในสมัยนั้น
พระพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรือง พระภิกษุ (ถังซำจั๋ง) เดินทางไปศึกษาพระไตรปิฎก ในชมพูทวีป
เป็นยุคทองของกวีนิพนธ์จีน กวีคนสำคัญ เช่น หวางเหว่ย หลี่ไป๋ ตู้ฝู้
ศิลปะแขนงต่างๆมีความรุ่งเรือง
7.ราชวงศ์ซ้อง มีความก้าวหน้าด้านการเดินเรือสำเภา รู้จักการใช้เข็มทิศ รู้จักการใช้ลูกคิด ประดิษฐ์แท่นพิมพ์หนังสือ
รักษาโรคด้วยการฝังเข็ม
8.ราชวงศ์หยวน เป็นราชวงศ์ชาวมองโกลที่เข้ามาปกครองจีน ฮ่องเต้องค์แรกคือ กุบไลข่าน หรือ หงวนสีโจ๊วฮ่องเต้
ชาวตะวันตกเข้ามาติดต่อค้าขายมาก เช่น มาร์โคโปโล พ่อค้าชาวเมืองเวนีส อิตาลี
9.ราชวงศ์หมิงหรือเหม็ง วรรณกรรม นิยมการเขียนนวนิยายที่ใช้ภาษาพูดมากกว่าการใช้ภาษาเขียน มีนวนิยายที่สำคัญ ได้แก่ สามก๊ก ไซอิ๋ว ส่งเสริมการสำรวจเส้นทางเดินเรือทางทะเล สร้างพระราชวังหลวงปักกิ่ง (วังต้องห้าม)
10.ราชวงศ์ชิงหรือเช็ง เป็นราชวงศ์เผ่าแมนจู เป็นยุคที่จีนเสื่อมถอยความเจริญทุกด้าน เริ่มถูกรุกรานจากชาติตะวันตก เช่น สงครามฝิ่น ซึ่งจีนรบแพ้อังกฤษ ทำให้ต้องลงนามในสนธิสัญญานานกิง
ปลายยุคราชวงศ์ชิง พระนางซูสีไทเฮาเข้ามามีอิทธิพลในการบริหารประเทศมาก

11.จีนยุคสาธารณรัฐและยุคคอมมิวนิสต์

ปลายยุคราชวงศ์ชิง ดร.ซุนยัตเซ็น จัดตั้งสมาคมสันนิบาต เพื่อล้มล้างราชวงศ์ชิง โดยประกาศ ลัทธิไตรราษฎร์ ประกอบด้วย นโยบายปฏิวัติ คือ โค่นล้มราชวงศ์แมนจู และจัดตั้งรัฐบาลประชาชน จัดตั้งรัฐบาลตามระบอบสาธารณรัฐ จัดสรรที่ดินให้แก่ประชาชน และก่อตั้งพรรคชาตินิยม หรือพรรคก๊กมินตั๋ง ขึ้นในที่สุด
ต่อมา ซุนยัตเซ็นได้ร่วมมือกับ ยวน ซีไข ทำการปฏิวัติล้มราชวงศ์ชิงได้สำเร็จเปลี่ยนการปกครองเข้าสู่ระบอบสาธารณรัฐ (จักรพรรดิปูยี เป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของจีน) มีการแย่งชิงอำนาจของผู้นำทางทหารเรียกว่า ยุคขุนศึก ซุนยัตเซ็นได้เสนอให้ ยวน ซีไข เป็นประธานาธิบดีของสาธารณรัฐจีน แต่ยวน ซีไข คิดสถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิและรื้อฟื้นระบบศักดินา
ดร.ซุนยัตเซ็น ตั้งพรรคก๊กมินตั๋ง เมื่อ ยวน ซีไข เสียชีวิตลง ดร.ซุนยัตเซ็นเป็นประธานาธิบดี แต่เป็นได้ไม่นานก็เสียชีวิต
หลังจาก ดร. ซุนยัตเซ็น เสียชีวิต เจียงไคเช็ค ขึ้นเป็นผู้นำพรรคก๊กมินตั๋งและผู้นำจีน แต่รัฐบาลเจียงไคเช็ค ประสบปัญหาฉ้อราษฎร์บังหลวง กดขี่ราษฎร
จีนเกิดการปฏิวัติอีกครั้ง โดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน ภายใต้การนำของ เหมา เจ๋อตุง รัฐบาลเจียงไคเช็ค ต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แต่แพ้ เหมา เจ๋อตุง สถาปนา “สาธารณรัฐประชาชนจีน” ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ มีการจัดระเบียบสังคมใหม่ เรียกว่า การปฏิวัติทางวัฒนธรรม เพื่อต่อต้านจารีตศักดินาแบ่งชนชั้น
หลังจาก เหมา เจ๋อตุง เสียชีวิต เติ้งเสี่ยวผิงขึ้นเป็นผู้นำจีนแทน ประกาศพัฒนาประเทศด้วย นโยบายสี่ทันสมัย คือด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การทหาร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยอนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนภายในประเทศ รวมทั้งผ่อนปรนวิถีการดำเนินชีวิตของประชาชนให้คลายความเข้มงวดลง

อารยธรรมอินเดียโบราณ/Ancient Civilization-India

อารยธรรมอินเดียโบราณ/Ancient Civilization-India

ลุ่มแม่น้ำสินธุนั้นเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมสำคัญแห่งหนึ่งของโลก(๑ใน ๔ แห่ง) คือ อินเดียโบราณ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดศาสนาพราหมณ์และพระพุทธศาสนา ดังนั้นความเชื่อทั้งสองศาสนานี้จึงได้เผยแพร่ไปยังประเทศต่างๆในชมพูทวีป(ทวีปเอเซียด้านตะวันออก) โดยอาศัยการเดินเรือไปตามชายฝั่งทะเลและข้ามมหาสมุทรไปยังดินแดนต่างๆในคาบมหาสมุทรอินเดียและคาบมหาสมุทรอินโดจีน
โดยอารยธรรมอินเดียโบราณได้เริ่มเกิดขึ้นก่อนพุทธศตวรรษประมาณ1,000 ปี กำเนิดขึ้นจากลัทธิเซ่นไหว้บูชาและความเชื่อถือในอิทธิฤทธิ์ของเทพเจ้าซึ่งปรากฏของธรรมชาติ เป็นศาสนาธรรมชาติ ไม่มีผู้ตั้งศาสนาที่เป็นมนุษย์ เริ่มต้นจากชาวอารยันอพยพจากถิ่นอื่นเข้ามาในประเทศอินเดีย ตั้งถิ่นฐานบริเวณภาคเหนือของแคว้นปัญจาบแล้วเคลื่อนขยายตัวอยู่ถาวรในเขตลุ่มแม่น้ำคงคา ใกล้กับนครนิวเดลฮี โดยมีบทสวด(โศลก) ขับร้องสรรเสริญเทพเจ้าที่ชนเผ่าอารยันสักการะซึ่งท่องจำจากปากสืบทอดมาเกินกว่า3,000 ปี มีคัมภีร์ ซึ่งเรียกยุคนี้ว่ายุคพระเวท


อารยธรรมของอินเดียโบราณนั้น เกิดจากความเชื่อของมนุษย์ ที่ว่า “ สังคมจะก้าวหน้าไปได้นั้นขึ้นอยู่กับการศึกษาและถือว่าการศึกษาเป็นอภิสิทธิของชนชั้นสูงที่มีเวลาว่างและมีฐานะทางสังคม “ ซึ่งการให้การศึกษาเปรียบเสมือน การให้แสงสว่างที่มีความหมายไปถึงการช่วยให้เกิดความสามารถที่จะต่อสู้กับความยากลำบาก และแก้ไขปัญหานานาประการในชีวิตให้สำเร็จลุล่วงสมปราถนา ดังนั้นการศึกษาจึงต้องสามารถนำความรู้ไปใช้งานและปฏิบัติได้อย่างจริงจัง กล่าวคือมีความรู้เชี่ยวชาญทั้งด้านทฤษฎีและปฏิบัติ โดยได้บัญญัติไว้ในหลักการของศาสนาพราหมณ์ คัมภีร์พฤหทาระณยกะอุปนิษัท ได้ระบุไว้ตอนหนึ่งว่า “ หนี้ที่มนุษย์มีต่อบิดามารดานั้นจะชำระได้มิใช่เพียงแต่โดยการมีบุตรสืบตระกูลเท่านั้น หากยังจะต้องจัดการให้บุตรเหล่านั้นได้รับการศึกษาเป็นอย่างดีด้วย” จังทำให้ชาวอารยันในอินเดียโบราณในวรรณะพราหมณ์ กษัตริย์ และแพทย์ ทุกคน ต้องส่งบุตรธิดาเข้ารับการศึกษาในสำนักเรียนที่เรียกว่า “มัฐ” โดยจะมี พิธีอุปานยนะ หรือพิธีรับศิษย์เข้าเรียนในแต่ละสำนัก อย่างกว้างขวางและเคร่งครัด(สำนักเรียน ที่เรียกว่า “มัฐ “ นั้นจึงเกิดขึ้นในอารามของภิกษุในพุทธศาสนาก่อน ต่อมาศาสนาฮินดูได้จัดสำนักเรียนขึ้นตามอย่างในสถานที่สำคัญในศาสนาของตน)

ภายหลัง(ประมาณพ.ศ.๕๔๔–พ.ศ.๑๕๔๔)ปรากฏว่ากษัตริย์และแพทย์ได้ห่างจากการประกอบพิธีอุปานยนะอย่างแต่ก่อน จึงเป็นเหตุให้พราหมณ์ได้รับการศึกษาจนมีความรู้ดีกว่า จึงได้มีการบัญญัติในคัมภีร์ศาสนาพราหมณ์ระบุว่า การสอนวิชาหรือการเผยแพร่ความรู้ให้แก่ผู้อื่นนั้นเป็นหน้าที่ศักดิ์สิทธิ์เฉพาะพราหมณ์เท่านั้น หาไม่แล้วสังคมจะประนามอย่างแรง ถึงกับเลิกคบหาสมาคมและเลิกอำนวยความช่วยเหลือสิ้นทุกประการ เป็นผลให้อาชีพครูโดยพราหมณ์ได้รับการดูแลและเกื้อกูอย่างเต็มที่ รวมตลอดทั้งได้รับการยกย่องอย่างสูงในสังคม ดังจะเห็นได้จากในคัมภีร์ยาชญวลกย สมฤติ บรรพที่ ๓ ได้กล่าวว่า
“การลืมวิชาที่ได้เล่าเรียนมา มีโทษเป็นบาปเท่ากับฆ่าเพื่อน หรือฆ่าพราหมณ์คนหนึ่ง”
ในคัมภีร์ศาสนานั้นระบุให้พราหมณ์ทุกคนถือเป็นหน้าที่ในชีวิตตน ที่จะต้องเผยแพร่วิชาความรู้ที่ตนได้เล่าเรียนมา จะบิดพริ้วหรือหลีกเลี่ยงไม่ได้
สำนักเรียนโบราณ(มัฐ)นี้อยู่ในความดูแลของ ปิฏกาจารย์ คืออาจารย์ผู้สอนหรือผู้ชำระหมวดแห่งคำสอน โดยมี อันเตวาสิก คือ ลูกศิษย์ที่มีความหมายว่า ผู้อาศัยอยู่ภายในบ้านหรือตระกูล และผู้ที่เป็นลูกศิษย์อาวุโสหรือหัวหน้าลูกศิษย์นั้นเรียกว่า เชฎฐานเตวาสิก การจัดการศึกษาในชุมชนนั้นเป็นพระราชดำริของพระเจ้าชารลมาญมหาราช(CHARLEMAGNE)ทรงเริ่มขึ้นเมื่อประมาณพ.ศ.๑๓๔๓ แต่เมื่อพระองค์สวรรคตการจัดการศึกษาก็หยุดไปด้วย ต่อมาในรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช
การศึกษาจึงเจริญรุ่งเรืองและแพร่หลายมากขึ้น มหาวิทยาลัยนาลันทาและมหาวิทยาลัยวิกรมศิลากลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาชั้นสูงที่มีชื่อเสียงที่สุดของชาวพุทธ ครูบาอาจารย์ผู้ให้ความรู้นั้นคนหนึ่งจะรับลูกศิษย์ได้ไม่เกิน ๑๐–๑๕ คน และลูกศิษย์นั้นตอบแทนครูบาอาจารย์ด้วย คุรุทัปษิณา คือสิ่งตอบแทนที่ศิษย์จะต้องหามาให้อาจารย์เป็นการช่วยเหลือการครองชีพของอาจารย์ ในวรรณคดีบาลีเรียกว่า “อาจาริยธน” แปลว่าเงินที่ให้ หรือเป็นส่วนของอาจารย์ แต่ในคัมภีร์มนุสมฤตินั้นได้ให้ ครูบาอาจารย์ ตระหนักว่าเป็นหน้าที่ของตน คือการสอนหนังสือนั้นเป็นวิทยาทาน โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง และเตือนผู้ปกครองของลูกศิษย์ให้ระลึกว่า”พระคุณของครูบาอาจารย์ที่ได้สอนหนังสือให้แก่ลูกศิษย์ แม้เพียงให้รู้อักษรเพียงตัวเดียวนั้น ย่อมไม่มีสิ่งใดในโลกจะมีคุณค่าตอบแทนให้เสมอเหมือนได้”
หลักสูตรเนื้อหาการศึกษา ของสังคมอินเดียโบราณเน้นการศึกษาจาก คัมภีร์ 2ประเภท คือ
1.คัมภีร์อเปารเษย เป็นคัมภีร์ที่ไม่ได้สร้างด้วยมนุษย์เป็นสิ่งที่ฤาษีได้ยินมาจากพระโอษฐของพระผุ้เป็นเจ้าโดยตรง(ศรุติ) เรียกว่า มนตรทรษฎา ซึ่งถือว่าเป็นหลักฐานหรือโบราณศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดของภาษาสันสกฤต เป็นความรู้ทางศาสนาที่เป็นหัวใจของชาวฮินดู ที่รวมปัญญาความคิดจากโบราณจารย์มาหลายชั่วอายุคน ตกทอดสืบเนื่องในความจำมานับพันปี ประกอบด้วยคัมภีร์หลัก ๓ ประเภท คือ
1. 1. คัมภีร์สํหิตาหรือมนตร หมายถึงคัมภีร์ที่เป็นชุมนุมบทสวดสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า บทสวดขับร้อง มนตหรือพระสูตรคาถาที่ใช้สำหรับพิธีบูชายัญ โดยแต่งเป็นคำฉันท์ได้แพร่หลาย ถ่ายทอดต่อกันไป ซึ่งต่อมาในภายหลังได้มีโบราณจารย์แก้ไขเพิ่มเติมให้เหมาะสม จนแบ่งออกเป็น พระเวททั้งสี่ เรียกว่าคัมภีร์จตุรเวท ได้แก่
สํหิตา ที่เป็นชุมนุมบทประพันธ์ที่ใช้สวนสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้านั้นเรียกใหม่ว่า ฤคเวทสํหิตา
สํหิตา ที่เป็นชุมนุมบทประพันธ์ว่าด้วยพระสูตรสำหรับใช้ในพิธีบูชายัญนั้นให้เรียกใหม่ว่า ยชุรเวทสํหิตา ซึ่งยังแบ่งออกเป็นสองสายคือ กฤษณยชุรเวท(ยชุรเวทดำ) และศุกล ยชุรเวท (ยชุรเวทขาว)
สํหิตา ที่เป็นชุมนุมบทประพันธ์ว่าด้วยบทสวดขับร้องนั้นให้เรียกใหม่ว่า สามเวทสํหิตา
สํหิตา ที่เป็นชุมนุมบทประพันธ์ที่ว่าด้วยมนต์หรือคาถาต่าง ๆนั้นให้เรียกใหม่ว่า อถรวเวทสำหิตาหรืออาถรรพเวท
1.2. คัมภีร์พราหมณะ หมายถึงคัมภีร์ที่เป็นความร้อยแก้ว อธิบายความหมายของบทสวดสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า บัญญัติบทสวดให้เหมาะสมกับการใช้ในที่ใด พรรณาถึงที่มาของบทสวดสรรเสริญในส่วนที่เกี่ยวกับพิธีบูชายัญ และยังได้อธิบายความหมายของพิธีนั้นด้วย
1.3.คัมภีร์อารณยกะ และอุปนิษษัท หมายถึงคัมภีร์ที่เป็นบทประพันธ์ที่ว่าด้วยความคิดด้านปรัชญา ความคิดนึกเรื่องวิญญาณหรืออาตมัน เรื่องพระเป็นเจ้า โลก และมนุษย์ บางตอนในคัมภีร์นี้จะซ้ำกับคัมภีร์พราหมณะ
คัมภีร์จตุรเวทแต่ละคัมภีร์นั้นต่างมีคัมภีร์พราหมณะ อารณยกะ และอุปนิษัท เป็นบริวาร

2.คัมภีร์สมฤติ (คัมภีร์จากความจำของมนุษย์)เป็นคัมภีร์ที่มนุษย์ปฏิบัติต่อกันมาจนเป็นประเพณี ซึ่งประกอบด้วยโบราณศาสตร์ที่มนุษย์ต้องเรียนรู้ ดังนี้
2.1.คัมภีร์เวทางค์ (เวท+องค หมายถึงแขนขาหรือส่วนประกอบของเวท)หรือเรียกอีกชื่อว่า สูตร เป็นคัมภีร์ที่มี ๖ วิชา
ได้แก่ วิชาออกเสียง เรียกว่า ศิกษา
วิชาแต่งกาพย์กลอนโคลงฉันท์ เรียกว่า ฉนทส
วิชาไวยากรณ์ เรียกว่า วยากรณ์
วิชาว่าด้วยที่มาของศัพท์ เรียกว่า นิรุกต
วิชาดาราศาสตร์ เรียกว่า โชยติษ
วิชาพิธีกรรม เรียกว่า กลป
การศึกษาวิชาออกเสียงและวิชาแต่งกาพย์กลอนโคลงฉันท์นั้นจำเป็นสำหรับการเรียกอ่านพระคัมภีร์ส่วนวิชาดาราศาสตร์ และวิชาพิธีกรรม นั้นสำหรับนำเอาความรู้นี้ไปใช้ในพิธีบูชายัญ คัมภีร์เวทางค์นี้มีลักษณะสำคัญคือ การเก็บเอาใจความมาย่อเป็นสูตรสั้น ๆแล้วให้คำอรรถธิบายประกอบโดยละเอียด เพื่อให้สะดวกแก่การท่องจำ เมื่อท่องจำสูตรได้ก็มักจะจำคำอธิบายโดยละเอียดได้เช่นกัน จึงพากันเรียกอีกชื่อว่า”สูตร”
2.2. อีกคัมภีร์ที่มีความสำคัญรองลงมาจากพระเวท คือ คัมภีร์อุปเวท มีวิชาที่เรียนกันอยู่ ๔ วิชาที่ศึกษาเพื่อทำหน้าที่เป็นแพทย์ นักรบ นักแสดง คือ
วิชาแพทย์ศาสตร์ เป็นภาคหนึ่งของคัมภีร์ฤคเวท เรียกว่า อายุรเวท
วิชายิงธนู เป็นภาคหนึ่งของคัมภีร์ยชุรเวท เรียกว่า ธนุรเวท
วิชาดนตรีและขับร้อง เป็นภาคหนึ่งของคัมภีร์สามเวท เรียกว่า คานธรวเวท
วิชาใช้อาวุธ เป็นภาคหนึ่งของคัมภีร์อถรวเวท
คัมภีร์อุปเวทนี้โบราณจารย์ได้เพิ่มให้อีกเป็น ๒ วิชาเป็นวิชาก่อสร้าง เรียกว่า สภาปตยเวท และวิชาศิลปวิทยา เรียกว่า ศิลปศาสตร์
การศึกษาในอินเดียโบราณนั้นนอกจากเรียนคัมภีร์จตุรเวท (คือพระเวททั้งสี่ได้แก่ คัมภีร์ฤคเวท คัมภีร์ยชุรเวท คัมภีร์สามเวทและคัมภีร์อถรวเวท(หรืออาถรรพเวท)แล้วยังต้องเรียนคัมภีร์เวทางค์และคัมภีร์อุปเวทอีก นอกนี้ยังมีมหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่และคัมภีร์สำคัญที่ต้องเรียนต่อไปอีก เช่น
2.3. มหากาพย์ เป็นบทประพันธ์ประเภทกาพย์ ที่ใช้เรื่องราวปรัมปราเล่าสืบต่อกันมา เรียกว่า อิติหาส(อิติ+หา+อาส แปลว่า เป็นเช่นนั้นจริงจริง (หมายถึงวิชา ประวัติศาสตร์นั่นเอง)
มหากาพย์รามายณะ เป็นมหากาพย์ชิ้นแรกของโลกที่รจนาโดย ฤาษีวาลมีกิ แต่งจำนวน ๒๔,๐๐๐ โศลก มีทั้งหมด ๗ กานฑ(กัณฑ์)หรือ ๗ ตอน เป็นเรื่องราวของพระรามและนางสีดา รามายณ แปลว่า การไปของราม ซึ่งหมายถึงการเดินทางบุกป่าฝ่าดงของพระรามในการติดตามหานางสีดานั่นเอง ต่อมาเรื่องราวนี้ได้เผยแพร่ไปในเอเซียอาคเนย์ จึงเกิดวรรณคดีเรื่องนี้ในหลายชาติเช่น อินโดนีเซีย มลายู กัมพูชา ลาว พม่าและทย สำหรับไทยนั้นได้แต่งเติมและสร้างเรื่องใหม่ให้เหมาะสมกับขนบธรรมเนียมฝ่ายกรุงศรีอยุธยาในชื่อว่า รามเกียรติ ที่ใช้การแสดงโขน ถ่ายทอดเรื่องราว
นอกจากนี้ยังมีกาพย์ที่สรรเสริญพระรามโดยพรรณาชีวประวัติและยกย่องคุณความดีอีกหลายเล่มเช่น กาพย์รฆุวงศ์ ของ รัตนกวี กาลิทาส
มหากาพย์มหาภารตะ มหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่มีแต่งเป็นฉันท์โดยฤาษีเวทวยาสหรือกฤษณ ไทวปายน แต่งจำนวน ๑ แสนโศลกมีทั้งหมด ๑๘ บรรพ(ปรว)หรือประมาณ ๒๒๐,๐๐๐ บรรทัด เนื้อเรื่องเป็นการพรรณาถึงการทำสงครามที่ขับเคี่ยวกันระหว่างพี่น้องสองตระกูลคือตระกูลเการพ(โกรพ) กับตระกูลปาณฑพ ที่สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน คือ ท้าว ภรต (โอรสท้าวทัศยันต์กับนางศกุนตลา) เพื่อแย่งชิงราชสมบัติหรือแย่งกันปกครองแผ่นดิน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของประเทศต่างๆทุกแห่งแต่ฮินดูนั้นถือว่ามหาภารตะนี้ คือสงครามระหว่างฝ่ายธรรมะที่ชนะอธรรม ณ ทุ่งกุรุเกษตร ต่างสู้รบกันนานถึง ๑๘ วันต่างสูญเสียรี้พลมากมายจนเป็น”มหายุทธ”ที่ดุเดือดบ้าคลั่งสงคราม เรื่องนี้เกิดก่อนพระพุทธเจ้าประสูติ ๕๐๐ ปี นับเป็นงานวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่รวบรวมเรื่องปรัมปรา ขนบธรรมเนียมประเพณี และนานาปรัชญาจากพหุเทวนิยม เทวนิยม เอกนิยม ที่เต็มไปด้วยพลังทางสร้างสรรค์ นอกจากนั้นยังใช้เป็นธรรมศาสตร์ อรรถศาสตร์ นิติศาสตร์และโมกษศาสตร์ด้วย มหากาพย์นี้ยังมีโศลกยกย่อง
“ สิ่งใดที่มีอยู่ในมหากาพย์นี้ สิ่งนั้นอาจมีให้เห็นในที่อื่นได้ แต่สิ่งใดที่ไม่มีอยู่ในมหากาพย์นี้ สิ่งนั้นย่อมจะหาไม่ได้เลยในที่แห่งอื่น”
ในมหากาพย์มหาภารตะเรื่องนี้ ปรากฏมีชื่อ พระอาจารย์โทรณะ ว่าเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญอย่างยอดเยี่ยมในศิลปทั้งหลายรวมทั้งวิชาการณรงค์สงครามด้วย ด้วยเหตุนี้บรรดาเจ้าชายทั้งหลายต้องศึกษาและเป็นลูกศิษย์พระอาจารย์ผู้นี้ทั้งสิ้น
ผู้รจนานั้นได้แต่งกาพย์หริวงศ์ เพื่อสรรเสริญพระเกียรติคุณของพระกฤษณะผู้ที่ชาวฮินดูเคารพนับถือว่า เป็นอวตารปางหนึ่งของพระวิษณุเทพเจ้า จนมีชื่อเรียกว่า พระคัมภีร์พระเวทที่ ๕ อีกชื่อหนึ่ง
ศรียวาหระลาล เนห์รู ประธานาธิบดีอินเดียได้พูดถึงหนังสือมหากาพย์สองเล่มนี้ใน”พบถิ่นอินเดีย”ว่า”ข้าพเจ้าไม่รู้จักหนังสือเรื่องใดที่ใหนจะมีอิทธิพลเหนือจิตใจของมวลชนอย่างต่อเนื่อง และแผ่ไพศาลมากเท่ากับหนังสือสองเล่มนี้ แม้หนังสือนี้จะมีอายุเก่าแก่ดึกดำบรรพ์แล้ว หนังสือสองเล่มนี้ยังสร้างพลังอย่างจริงจังในวิถีชีวิตของประชาชนชาวอินเดีย”
สังคมชีวิตของอินเดียโบราณ จึงมุ่งเน้นการศึกษา ศาสตร์และพระคัมภีร์ต่างๆมากมายสำหรับการสร้างอาณาจักรให้มั่นคง โดยยึดเอาความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์และการนำศาสนามาใช้ครองตนครองแผ่นดินสร้างอาณาจักรให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป

คัมภีร์โบราณต้นแบบของชีวิต
คัมภีร์โบราณที่เป็นต้นแบบชีวิตของชาวอินเดียโบราณในสมัยแรกนั้น เรียกว่า คัมภีร์ปัญจลักษณะ ได้แก่
1.คัมภีร์ปุราณะ เป็นเรื่องราวที่มีมาแต่โบราณกาล ถือเป็นสารานุกรมที่รวบรวมความรู้นานาประการของชาวฮินดูโบราณ และสมัยกลาง ได้แก่ความรู้ทางศาสนา ปรัชญา ประวัติศาสตร์ เรื่องราวของบุคคลสำคัญๆและพฤติการณ์ของบ้านเมือง ในปทานุกรมอมรโกษ ได้อธิบายถึง คัมภีร์ปุราณว่า เป็นคัมภีร์ “ปัญจลักษณะ” ที่มีเนื้อเรื่องประกอบด้วย ความเป็นมาของเอกภพ ความพินาศและกลับมีเป็นขึ้นใหม่ของเอกภพ ประวัติเทพเจ้าและทวยเทพ การครองโลกของพระมนู ๑๔ องค์ และประวัติของศูรยวงศ์ และจันทรวงศ์ คัมภีร์ปุราณนั้นเป็นคัมภีร์ที่ดำเนินเรื่องที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของพระผู้เป็นเจ้าสามองค์ คือ พระพรหม พระวิษณุ พระศิวะ นับเป็น”มหาปุราณ”มีจำนวน ๑๘ เล่ม (บางแห่งว่าภาคผนวกของมหาปุราณนั้นมี อุปปุราณ อีก ๑๘ เล่ม) คัมภีร์นี้มีประโยชน์สำหรับการศึกษาค้นคว้าเรื่องชีวิตของชาวอินเดียโบราณ
2.คัมภีร์ภควัทคีตา แปลว่า เพลงแห่งพระผู้เป็นเจ้า เป็นตอนหนึ่งของมหากาพย์มหาภารตะ ซึ่งถือเป็นหัวใจปรัชญาของฮินดู โดยพัฒนามาจากลัทธิภาควัต มีคำฉันท์เป็นบทโศลก ๗๐๐ บท หลักธรรมคำสอนให้คนเลิกคิดว่า ด้วยวิถีทางแห่งการเป็นนักบวชว่า ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะ วรรณะหรืออาชีพใดก็ตาม หากมีความภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าแล้ว ก็ย่อมจะบรรลุถึงความหลุดพ้นได้ทุกคน และเป็นคัมภีร์ที่เน้นหนักถึงวัตรปฏิบัติทางหลักจริยธรรมหรือหลักธรรมซึ่งหากปราศจากความเมตตากรุณาของพระผู้เป็นเจ้าแล้ว กุศลผลบุญย่อมไม่บังเกิดขึ้นแต่ประการใด
3. คัมภีร์อุปนิษัท เป็นคัมภีร์ต่อท้ายคัมภีร์พระเวท เป็นคำสอนลี้ลับที่ว่าด้วยหลักหรือคำสอนเกี่ยวกับ ปรมาตมัน
ที่เชื่อว่าเป็นความจริง นั้น อารตมันหรือวิญญาณของคนแต่ละชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของปาราตมัน จะต้องเวียนว่ายตายเกิดอย่างนับไม่ถ้วนด้วยเหตุแห่งกรรมคือการกระทำ ต่อเมื่อหมดกรรมภายหลังที่เวียนว่ายตายเกิดนับไม่ถ้วนแล้ว อาตมันทั้งหลายก็จะกลับคืนเข้าสู่ ปรมาตมัน
4. คัมภีร์ตันตระ เป็นคัมภีร์ที่ว่าด้วนคำสอนที่ลึกลับ เน้นหนักไปทางไสยศาสตร์หรือเวทมนต์คาถา ส่วนมากจะปรากฏเป็นคำสนทนาระหว่างพระศิวะกับนางทุรคา ผู้เป็นพระชายาว่าด้วยการสร้างโลก ความพินาศของโลก การบูชากราบไหว้พระเจ้า การบรรลุถึงสิ่งที่ปราถนาทุกประการ โดยเฉพาะการบรรลุถึงอิทธิฤทธิ ๖ และวิธีเข้าสู่พระผู้เป็นเจ้า ๔ วิธี ด้วยการบำเพ็ญสมาธิภาวนา คัมภีร์นี้ก่อให้เกิดลัทธิศกติ คือลัทธิลึกลับที่ใช้บูชาศักดานุภาพของเทพเจ้าฝ่ายหญิงได้แก่เจ้าแม่กาลีหรือเทวี
5. คัมภีร์พระไตรปิฏก เป็นคัมภีร์ที่รวบรวมพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า มี ๓ ภาคคือ 5.1.วินัยปิฏก –ระเบียบข้อบังคับสำหรับพระภิกษุสงฆ์ 5.2.สุตตปิฏก-พระพุทธวัจนะของพระพุทธเจ้า และ5.3.อภิธัมมปิฏก –คำสอนชั้นสูงหรือปรัชญาของพระพุทธศาสนา เป็นคัมภีร์ของผู้ตื่นแล้วจากความเป็นจริงของโลก พระพุทธองค์ทรงประกาศว่า
“มนุษย์จะหลุดพ้นเป็นอิสระจากสังสารวัฎ คือการเวียนว่ายตายเกิดได้ ก็โดยการกำจัดเสียซึ่งกิเลสตัณหาหรือความทะยานอยาก และโดยการมีไมตรีจิตต่อสรรพชีวิตทั้งปวง”
แม้ว่าต่อมานั้นพระพุทธศาสนาจะได้แยกออกเป็น ๒ นิกายคือ
นิกายหินยานหรือเถรวาท ซึ่งเป็นนิกายที่ถือตนเองว่ายึดมั่นอยู่กับคำสอนเดิมของพระพุทธเจ้า โดยใช้บาลีเป็นภาษาบันทึกหลักธรรม นิกายนี้ได้เผยแพร่เจริญรุ่งเรืองอยู่ในประเทศที่มีดินแดนอยู่ทางใต้ได้แก่ลังกา พม่า ไทย กัมพูชาและลาว
จึงเรียกว่า นิกายฝ่ายใต้หรือทักษิณนิกาย
นิกายมหายานหรืออาจาริยวาท นิกายที่แตกแยกออกไปจากพุทธบริษัทเดิม ใช้ภาษาสันสกฤตเป็นภาษาบันทึกคำสอนต่างๆ ตามแนวทรรศนะของตน นิกายนี้ได้เผยแพร่เจริญรุ่งเรืองอยู่ในประเทศที่มีดินแดนทางเหนือ ได้แก่ ทิเบต เนปาล จีน มงโกเลีย
เกาหลี ญวน และญี่ปุ่น จึงเรียกว่านิกายฝ่ายเหนือหรือ อุตรนิกาย ซึ่งมีพระสูตรต่างๆมากมายเช่นคัมภีร์มหาวัสตุ คัมภีร์สลิตวิสูตร คัมภีร์พุทธจริต และที่สำคัญที่สุดคือ คัมภีรน์สทธรรมปุณฑรีกสูตร ซึ่งยึดมั่นในแนวคำสอนว่า
“พระพุทธองค์ทรงสถิตสถาพรอยู่กับสัตว์โลกชั่วกัลปาวสาน และทรงเป็นผู้ประทานวิมุกติภาพให้แก่ผู้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ” จึงทำให้พระพุทธศาสนานิกายมหายานนี้มีแนวสอนที่ใกล้เคียงกับศาสนาพราหมณ์ หรือศาสนาอื่นที่ถือว่า
มีพระผู้เป็นเจ้าที่ยิ่งใหญ่
6.คัมภีร์ธรรมศาสตร์ ถือเป็นคัมภีร์หลักว่าด้วยหลักกฏหมาย จารีตประเพณีและสิทธิหน้าที่ของคนในสังคมฮินดู คัมภีร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ คัมภีร์ธรรมศาสตร์ของมนู และคัมภีร์ธรรมศาสตร์ของ ยาชญวลกย หลักของคัมภีร์นี้เน้นเนื้อสาระที่สำคัญคือ หลักความประพฤติ และปฏิบัติ เรียก อาจาร อำนาจตุลาการเรียก วยวหาร และการลบล้างความผิด เรียก ปรายศจิตต กล่าวกันว่าคัมภีร์ธรรมศาสตร์นี้ ฤาษีจำนวน ๑๘ ตน(มีบางแห่งจำนวนต่างกัน)ได้ช่วยกันรจนาด้วยอำนาจที่พระผู้เป็นเจ้า
ดลใจให้ ต่อมาได้การยอมรับนับถือว่าเป็นคัมภีร์ที่มีอิทธิพลเหนือระบบกฏหมายของประเทศนั้น
7.คัมภีร์อรรถศาสตร์ แปลว่า วิชาที่ว่าด้วยการแสวงหาผลประโยชน์ ตำราที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ ตำราอรรถศาสตร์ของเกาฏิลย หรือ จาณกย (วิษณุคุปต์) ที่ปรึกษาราชการแผ่นดินของพระเจ้าจันทรคุปต์เมารย(เป็นพระอัยกาของพระเจ้าอโศกมหาราช) เมื่อศตวรรษที่ ๔ ก่อนคริสต์ศก กาฏิลย ผู้นี้เกิดในตระกูลพราหมณ์ บิดามารดาตั้งชื่อว่า วิษณุคุปต์ เหตุที่เป็นชาวเมืองจาณัก จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า จาณักย์ ในสมัยโบราณเป็นผู้ที่ปรีชาสามารถ มีชั้นเชิงในทางการเมืองหาตัวจับได้ยาก
ชาวอินเดียขนานนามว่าเป็น MACHIAVELLI ของอินเดีย ในสมัยหนึ่งได้ตั้งตำบลจาณักยปุรีไว้เพื่อแสดงถึงปรากฏการณ์นี้
8.โบราณศาสตร์ นั้นเป็นตำรับตำราที่เกิดขึ้นในสมัยโบราณ เป็นศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อราชบัลลังก์และอาณาจักร เพื่อใช้ปกครองดูแลและกำหนดชะตาเมือง ตลอดจนการเสริมอำนาจบารมีแห่งพระมหากษัตริย์ให้ดำรงอยู่เป็นเจ้าชีวิต และอาณาประชาราษฎรประสบแต่ความร่มเย็นเป็นสุข แผ่พระเดชานุภาพให้ไพศาลไปทั่วสารทิศตลอดไป
วิชาการที่เป็นโบราณศาสตร์นั้นจึงเริ่มต้นมาจากอิทธิพลของศาสนาฮินดู ศาสนาพุทธ และศาสนาพราหมณ์
ชื่อของโบราณจารย์จึงมีตำแหน่งสูงส่ง ในดินแดนสุวรรณภูมิโดยเฉพาะอาณาจักรสยามนั้นปรากฏชื่อในศิลาจารึกสมัยสุโขทัยว่า “ปู่ครู” หรือในเอกสารสมัยอยุธยาว่า พระราชครู หรือพระโหราธิบดี ซึ่งไม่แตกต่างไปจากตำแหน่งพราหมณ์ ปิฏกาจารย์
พระมหาราชครู หรือปุโรหิต หรือนักปราชญ์ราชบัณฑิต ที่เป็นตำแหน่งสำคัญปรากฏในประเทศอื่น ที่รับเอาศาสนาพราหมณ์ ฮินดูและพุทธศาสนา ไปเป็นหลักในการศึกษาและสั่งสอนอาณาประชาราษฏร์
9.นอกจากคัมภีร์โบราณแล้ว นักอักษรศาสตร์ในสมัยราชวงศ์คุปตะ ได้นิยมการแต่ง กาวย หรือ กาพย์ ที่เต็มไปด้วยท่วงทำนองและใช้ถ้อยคำที่ได้รับการประดิษฐอย่างไพเราะเพริศพริ้งแพรวพราว จึงเกิดวรรณคดี ขึ้นมากมายในความอุปถัมภ์จากพระเจ้าแผ่นดิน นอกจากมหากาพย์ดังกล่าวแล้วยังมีงานของกาลิทาส รัตนกวีโบราณที่มีชื่อเสียงในการแต่งโคลงขับร้องและบทละคร มีผลงานที่สำคัญคือ มาลวิกาคนิมิตร (ความรักของมาลวิกาและอัคนิ) วิกรโมรวสี(อุรวสี ผู้ถูกพิชิตด้วยความกล้าหาญ และศกุนตลา(แหวนที่หาย)ส่วนงานวรรณกรรมอื่นนั้นมีมากมายเช่น รฆุวงศ์ เป็นกาพย์พรรณาวงศ์พระราม กุมารสมภพ บรรยายกำเนิดของขันธกุมาร หรือการติเกยะ เทพเจ้าสงคราม ฤตุสมหาร บรรยาย การหมุนเวียนเปลี่ยนไปของฤดูกาล และ
เมฆฑูต ที่พรรณาถึงท้าวกุเวร เทพเจ้าแห่งขุมทรัพย์
ส่วนวรรณกรรมสำคัญอื่นๆนั้นได้แก่ อุตตรรามจริต ของ ภวภูติ ที่พรรณาเรื่องราวตอนปลายของพระราม รัตนาวลี (สายสร้อยแก้วมณี) ของพระเจ้าหรรษ คีตโกวินท์(เพลงของคนเลี้ยงวัว)ของ ชัยเทว ผู้เป็นราชาแห่งกวีทั้งหลาย เรื่องนี้เป็นกาพย์พรรณาความรักอย่างดื่มด่ำของพระกฤษณะกับนางราธา สาวเลี้ยงวัวแห่งมถุรา หรรษจริต ของพาณ ที่พรรณาเรื่องชีวิตรักของจักรพรรดิหรรษ ในวัยหนุ่ม ในอินเดียโบราณตอนใต้นั้นมี กุราล ของกวีติรุวัลลุวาร พรรณาสาระสำคัญเกี่ยวกับชีวิต คือ การแสวงหาปัญญา ทรัพย์สินเงินทอง และความสุข ติรุวาจคัม ของกวีมาณิกกระวาจคระ ที่พรรณาถึงพระศิวะ ได้ดีที่สุดถึงกับ
มีคำกล่าวว่า”ใครก็ตามที่ได้อ่านติรุวาจคัมแล้ว ไม่เกิดศรัทธาปสาทะจนถึงกับน้ำตาไหลแล้ว หัวใจของผู้นั้นจะต้องเป็นหัวใจหินแน่เทียว”เป็นต้น
สำหรับนิทานที่เป็นบทเรียนใช้สอนกันแพร่หลายนั้นได้แก่ นิทานชาดกของพระพุทธศาสนา นิทานปัญจตันตระหรือนิทาน๕ หมวด นิทานหิโตปเทศ ของชาวฮินดู กถาสริตสาคร (สาครแห่งนิทาน)ของพราหมณ์โสมเทว นิทานเวตาล ซึ่งนิทานเหล่านี้ได้มีอิทธิพลไปถึงยุโรปนี้ดังปรากฏเป็นนิทานอีสิป ของอีสป(AESOP) ปราชญ์ชาวกรีก นิทานอาหรับราตรี บันเทิงทศวาร ของ บอคคาซิโอ(DECAMERON ของ BOCCACIO) นิทานซานเตอเบอรี่(CANTERBURY ) นิทานลา ฟอนเต(LA FONTAINE )และนิทานของกริมม์( GRIMM) เป็นต้น
ในสมัยราชวงศ์คุปตะระหว่างพ.ศ.๘๖๓–พ.ศ.๑๐๓๓นั้นได้มีตำรับตำราที่เป็นโบราณศาสตร์เกิดขึ้นหลายแขนงมี ตำราตรรกศาสตร์ คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ แพทย์ศาสตร์ นิติศาสตร์และตำราธรรมศาสตร์ โดยเฉพาะคัมภีร์อรรถศาสตร์ ของ เกาฏิลย หรือ จาณักย อัครมหาเสนาบดีของพระเจ้าจันทรคุปต์ แห่งราชวงศ์เมารายะ(ก่อนคริสตศักราช ๓๒๔–๑๘๗ ปี)ถือเป็นรากฐานกฏหมายสำคัญของชาวฮินดู และมีอิทธิพลไปยังดินแดนอื่นๆด้วย ต่างใช้เป็นต้นแบบของปรัชญาและข้อกำหนดของสังคม นับเป็นคัมภีร์โบราณศาสตร์ ที่เป็นต้นแบบสำหรับประเทศในดินแดนสุวรรณภูมิและเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

ประเด็นที่น่าศึกษาต่อไปก็คือเส้นทางเดินของโบราณศาสตร์ชั้นสูงของอินเดียดังกล่าวนี้ได้เดินทางเข้ามาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิได้อย่างไร
-----------

From http://www.geocities.com/siam_discovery/history.htm

วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2552

opium history in goldentriangle land

The Kingdom of Thailand draws more visitors than any other country in southeast Asia with its irresistible combination of breathtaking natural beauty, inspiring temples, renowned hospitality, robust cuisine and ruins of fabulous ancient kingdoms. The country comprises 76 provinces that are further divided into districts, sub-districts and villages. Bangkok is the capital city and centre of political, commercial, industrial and cultural activities. It is also the seat of Thailand's revered Royal Family, with His Majesty the King recognised as Head of State, Head of the Armed Forces, Upholder of the Buddhist religion and Upholder of all religions. Thailand is a constitutional monarchy with His Majesty King Bhumibol Adulyadej,or King Rama IX, the ninth king of the Chakri Dynasty, the present king. The King has reigned for more than half a century, making him the longest reigning Thai monarch. Thailand embraces a rich diversity of cultures and traditions. With its proud history, tropical climate and renowned hospitality, the Kingdom is a never-ending source of fascination and pleasure for international visitors. Thailand lies in the heart of Southeast Asia, making it a natural gateway to Indochina, Myanmar and Southern China. Its shape and geography divide into four natural regions :the vast rice fields of the Central Plains; the semi-arid farm landsof the Northeast plateau; the tropical islands and long coastline of the peninsula South and the mountains with forests of the North. Goldentriangle area is part
of the North which have Lanna cultural.
The past, Goldentriangle is area which have exchanged opium by gold.This area is border line of Thailand ,Myanmar and Laos which has covered Maesai and Chiangsaen city of Thailand,
Thachileq of Myanmar and Bokaew city Laos.The world famous person which trade narcotic in this area is Khun Sa. Khun Sa was born 17 february.His name in China is Zhang Qifu and Chan Zhangtrakul in Thai.He is the leader of MuangTai Army which called indenpendent for Thaiyai minority group of Myanmar and has been the great Heroin/opium producer and trader of the world.He has located Goldentriangle area in Shan State and Wah State,Myanmar. He ever has located at Hintak,Turdthai district,Maefahluang city,Chiangrai province,Thailand since 1963.He built community and made infrastructure,temple, school,hospital etc. and has used for produce heroin which import illegally from Shan State and Yonok State.He trade it worldwide. 1969,Myanmar have arrestted Khun Sa with trade narcotic charge. 1973,Khun Sa was dissolute for exchange with two hostage which be doctor Russian at Hintak village.From this event,Thai government have had Get out Khun Sa policy.The frontier policeman of Thailand have attacked Khun Sa on 21 January 1982.Khun Sa Army have relocated at uamuang,Myanmar which opposite Maehongsorn province,Thailand.Khun Sa Army was cooperate with Tai Revolutionary Council in 1985,and Changed be Shan United Army. 1989,U.S.A. have catch notice 2million USdollars for Khun Sa after the federation court has ordered to inform the charge sneaks to lead 1000 ton heroins reaches the country. January1996,Khun Sa has been defeat with Myanmar and deliver weapon for exchange deliverring is a criminal crosses the frontier to give U.S.A.. He has controlled at Rangoon residence and become ill with the paralysis,high blood pressure,
diabetes disease.Finally,he was dead on 26 october 2007(73years)
Thailand have Opium museum at Sopruak village,Chiangsaen city,Chiangrai which show about blackgroun/past/present and future of opium detail. In the present,coming to tour goldentriangle area in Thailand,to sees the scenery of Mekong River and play gamble in Myanmar Casino.
translate to Thai
สามเหลี่ยมทองคำ เป็นพื้นที่บริเวณพรมแดนระหว่างประเทศไทย ลาว พม่า บริเวณนี้เคยมีการค้าฝิ่น โดยแลกเปลี่ยนกับทองคำ ในประเทศไทยได้แก่พื้นที่อำเภอแม่สาย เชียงแสน โดยบุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ในการค้ายาเสพติดระดับโลกในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ คือ ขุนส่า ขุนส่า(17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2477-26 ตุลาคม พ.ศ. 2550 [1]) มีชื่อจริงว่า จาง ซีฟู (จีน张奇 夫; พินอิน:Zhāng Qífú จาง ฉีฝู)และมีชื่อไทยว่า นายจันทร์ จางตระกูล [2] เป็นอดีตผู้นำกองทัพเมิงไตซึ่ง ต่อสู้เพื่อเรียกร้องเอกราชให้แก่ชนกลุ่มน้อยชาวไทใหญ่ในพม่า และเป็นผู้ผลิตและค้าเฮโรอีนและฝิ่น รายใหญ่ของโลก โดยมีที่มั่นอยู่บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ มีอิทธิพลอยู่ในเขตรัฐฉานและว้า ขุนส่าเคยตั้ง กองกำลังใหญ่อยู่ที่บ้านหินแตก ในเขตตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่ พ.ศ.2506 มีการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งโรงพยาบาล วัด โรงเรียน และใช้ที่นี้เป็นฐานการผลิตเฮโรอีน จากฝิ่นที่ลักลอบนำเข้ามาจากรัฐฉานและรัฐโยนก ส่งขายไปทั่วโลก ในปี พ.ศ. 2512 ทางการพม่าจับตัวขุนส่าไปจำคุกด้วยข้อหาค้ายาเสพติด และได้รับการปล่อยตัว ในปี พ.ศ. 2516 เพื่อแลกกับชีวิตของแพทย์ชาวโซเวียต 2 คน ที่กองกำลังของขุนส่าจับไปเป็นตัวประกัน ที่บ้านหินแตก จากเหตุการณ์ครั้งนั้น รัฐบาลไทยจึงมีนโยบายผลักดันกองกำลังขุนส่าออกนอกประเทศ ตำรวจตระเวนชายแดนของไทยได้เข้ากวาดล้างบ้านหินแตกเมื่อวันที่ 21มกราคม พ.ศ.2525 [3] กองกำลังขุนส่าย้ายไปตั้งอยู่ฝั่งพม่า ที่บ้านหัวเมือง ตรงข้ามกับจังหวัดแม่ฮ่องสอน เปลี่ยนชื่อเป็น กองทัพสหฉาน (Shan United Army) และเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสภาปฏิวัติไต (Tai Revolutionary Council) เมื่อ พ.ศ. 2528
ในปี พ.ศ. 2532 ทางการสหรัฐตั้งค่าหัวขุนส่าเป็นเงิน 2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อนำตัวขุนส่าไป ดำเนินคดี หลังจากศาลสหรัฐสั่งฟ้องในข้อหาลักลอบนำเฮโรอีนจำนวน 1,000 ตัน เข้าประเทศ ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2539 ขุนส่าตกลงสวามิภักดิ์ และส่งมอบอาวุธของกองทัพเมิงไต ให้กับ
ทางการพม่า เพื่อแลกเปลี่ยนกับการไม่ถูกส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนให้แก่สหรัฐอเมริกา ขุนส่าถูกทหารพม่า ควบคุมตัวอยู่ที่บ้านพักในกรุงย่างกุ้ง ล้มป่วยด้วยโรคอัมพฤก ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน [2] จนกระทั่งเสียชีวิต เมื่อคืนวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2550 อายุ 73 ปี
โดยประเทศไทยได้มีพิพิธภัณฑ์ฝิ่นบริเวณสบรวก ที่แสดงประวัติความเป็นมาของพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ ปัจจุบันการมาเที่ยวพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำในประเทศไทย หมายความเพียงการมาชมทิวทัศน์ของ แม่น้ำโขงบริเวณสบรวก(หมายถึงพื้นที่ที่แม่น้ำรวกมาบรรจบกับแม่น้ำโขง) ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อสามดินแดนคือ ไทย ลาวและพม่า ซึ่งมีความงดงามโดยเฉพาะยามเช้าที่ดวงอาทิตย์ขึ้นท่ามกลางสายหมอกด้านฝั่งพม่า และ ลาว นักท่องเที่ยวนิยมนั่งเรือเที่ยวชมทิวทัศน์จุดบรรจบของพรมแดนไทย ลาว และพม่า ค่าเช่าเรือประมาณ300–400 บาท นั่งได้ 6 คน ถ้าต้องการนั่งชมทิวทัศน์สองฝั่งแม่น้ำโขงไปไกลถึงเชียงแสนและเชียงของ ก็สามารถหาเช่าเรือได้ แต่ค่าเรือขึ้นอยู่กับระยะทางใกล้ไกล นักท่องเที่ยวที่สนใจล่องแม่น้ำโขงไปเที่ยวทางตอนใต้ของประเทศจีน เช่น
สิบสองปันนา คุนหมิง สามารถติดต่อกับบริษัทนำเที่ยวในจังหวัดเชียงรายได้ หากต้องการจะชมทิวทัศน์มุมกว้างของสามเหลี่ยมทองคำบริเวณสบรวกและเพื่อนบ้าน ต้องขึ้นไปบน ดอยเชียงเมี่ยง ที่อยู่ริมแม่น้ำโขง นอกจากนี้มีนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งข้ามไปบ่อนการพนันที่ฝั่งพม่า และใน ส่วนประเทศลาวได้กำลังพัฒนา
พื้นที่บริเวณสามเหลี่ยมทองคำเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษโดยเงินทุนจากจีน

------------
อ้างอิง
^ Former Notorious Druglord Khun Sa Dies Associated Press
^ 2.0 2.1 ปิดตำนานขุนส่า ราชายาเสพติดโลก คนใกล้ชิดงงสาเหตุการตาย
^ ตามรอยขุนส่าราชายาเสพติดกับยุทธการบ้านหินแตก จาก คมชัดลึก

วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2552

Thai in Suwannapoom

สุวรรณภูมิหมายถึงดินแดนที่เรียกว่าแผ่นดินทองซึ่งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และได้เป็นที่กล่าวถึงจากชนต่างแดนที่มีความเจริญเป็นแหล่งอารยธรรมในอดีตไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชนในประเทศสาธารณประชาชนจีน กลุ่มชนในประเทศอินเดีย กลุ่มชนชาติตะวันตก


หากเราจะย้อนกลับไปในอดีตเราจะพบว่าบนผืนแผ่นดินในเอเชีย มีอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่อยู่ 2 แห่งคือ อารยธรรมลุ่มน้ำสินธุที่ตั้งในแผ่นดินอินเดีย และอารยธรรมลุ่มน้ำฮวงโหที่ตั้งในแผ่นดินจีน มีเทือกเขาหิมาลัยและที่ราบสูงทิเบตกั้นโดยอารยธรรมทั้งสองมีแนวความคิดหลักมีอิทธิพลต่อประชาชนในเอเชีย กล่าวคือ ในบริเวณลุ่มน้ำสินธุได้ใช้แนวความคิดตามหลักศาสนาพราหมณ์หรือศาสนาฮินดูเป็นหลักในการปกครองและดำเนินวิถีชีวิต แต่ในบริเวณลุ่มน้ำฮวงโหใช้แนวความคิดของลัทธิขงจื๊อเป็นหลักในการปกครองและดำเนินวิถีชีวิต ซึ่งทั้งสองแนวความคิดนี้ได้มีอิทธิพลต่อคนในเอเชียตั้งแต่เกิดจนตายได้แก่ (วัฒนธรรมการสร้างที่อยู่อาศัย วิธีการเลี้ยงทารก-เด็ก การมีคู่ครอง อาหาร การรักษาโรค ศิลปะ การดนตรี การละเล่น การตาย) โดยเฉพาะอย่างยิ่งอารยธรรมลุ่มน้ำสินธุได้มีอิทธิเหนือดินแดนแห่งนี้เป็นอย่างมาก ปรากฏให้เห็นชัดคือโบราณสถาน โบราณวัตถุ ได้แก่ ปราสาทเขาพระวิหาร ฯลฯ


แต่ก่อนที่เราจะมาวิเคราะห์ว่าคนไทยในดินแดนสุวรรณภูมินี้เป็นใครกันแน่ คงจะต้องมาศึกษาถึงประวัติศาสตร์บรรพบุรษของคนในดินแดนทั้งสองก่อน กล่าวคือ

ในบริเวณดินแดนประเทศอินเดียมีชนพื้นเมืองคือกลุ่มชนเชื้อชาตินิโกรลอยด์ อาศัยอยู่และต่อมากลุ่มชนเชื้อสายออสโตรลอยด์โพลิเนเซี่ยน(ดราวิเดียน) ได้มีการอพยพเข้ามาอยู่และได้กลายเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลเหนือ(ผู้ปกครอง)ชนพื้นเมืองและได้สร้างอารยธรรมสินธุขึ้นในดินแดนแถบนี้เมื่อประมาณ.........โดยมีการวางผังเมืองสร้างบ้านเมืองใช้อิฐผสมปูนในการสร้างที่อยู่อาศัย มีการวางระบบชลประทาน โดยกลุ่มชนทั้งสองได้ดำรงอยู่โดยมีการผสมผสานเรียกว่าพวกมิลักขุ
ต่อมาประมาณปีพ.ศ........กลุ่มชนจากเปอร์เซียที่มีความสามารถในการรบได้เข้ามาครอบครองดินแดนนี้ในฐานะผู้ปกครองเรียกตนเองว่า"อารยัน"โดยอาศัยการใช้รถม้าเป็นเครื่องมือสำคัญในการเดินทางและการรบ พร้อมทั้งได้นำหลักศาสนาพราหมณ์โดยเฉพาะหลักการการแบ่งชนชั้นเพื่อใช้ในการปกครอง เพื่อป้องกันการต่อต้านจากกลุ่มชนพื้นเมืองและชาวดราวิเดียน โดยสร้างเป็นหลักธรรมศาสตร์นิติศาสตร์ใช้ในการปกครอง ซึ่งทำให้ชาวพื้นเมืองเดิมและกลุ่มผู้ปกครองเดิม(ดราวิเดียน)มีความเห้นที่แตกต่าง เป็น2ฝ่ายคือฝ่ายที่เห็นด้วยและยอมรับก็ยังคงดำรงอยู่ในดินแดนนี้ในฐานะชนชั้น"ศูทร"และ"จัณฑาล" ส่วนกลุ่มชนที่ไม่เห็นด้วยแยกเป็น 2 พวก คือ พวกหนึ่งยังดำรงชีวิตอยู่ในดินแดนนี้แต่ได้พยายามสร้างหลักการศาสนาที่แตกต่างอาทิ ศาสนาเชน ศาสนาพุทธ และเกิดมีลัทธิต่างๆมากมายในดินแดนลุ่มน้ำสินธุ ส่วนพวกที่ไม่เห็นด้วยและไม่ยอมอยู่ภายใต้การปกครองของชาวอารยันได้เกิดการเคลื่อนย้ายไปสู่ดินแดนอื่นที่ไกลออกไป อาทิ การเคลื่อนย้ายเข้าไปทางตะวันออกสู่ดินแดนพม่าที่เรียกว่าชาวมอญ และชาวพยู หรือพวกที่อพยพลงทางใต้ไปสู่ศรีลังกาซึ่งในปัจจุบันเรียกว่าชาวทมิฬ
ในขณะนั้นดินแดนในประเทศไทยมีชาวละว้าเป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิมกลุ่มใหญ่ และต่อมาชาวดราวิเดียนหรือที่เรียกว่าชาวมอญ ได้มีการเคลื่อนย้ายเข้าสู่ประเทศไทยในช่วงเวลาต่อมาและตั้งอารยธรรมทาราวดีขยายครอบคลุมดินแดนสุวรรณภูมิ

ส่วนในดินแดนอารยธรรมหลักอีกแห่งคือประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ปรากฏว่ามีกลุ่มชนพื้นเมืองดั้งเดิมที่หลากหลาย แต่ที่เป็นกลุ่มใหญ่ คือชาวฮั่น ชาวมองโกล และชาวไป่วเย่ว(ไทย)ฯลฯโดยกลุ่มชาวอั่นสามารถคงสามารถครองอำนาจปกครองและขยายกลุ่มชนครอบคลุมทั้งประเทศโดยอาศัยลัทธิขงจื๊อเป็นหลักในการปกครองประเทศ และใช้ในการดำเนินวิถีชีวิตของชาวจีนตราบจนทุกวันนี้ แม้จะมีศาสนาพุทธเข้ามาเผยแพร่ในแผ่นดินจีน แต่ก็ยังคงผสมผสานกับหลักการของลัทธิขงจื๊อได้อย่างกลมกลืน