วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2552

opium history in goldentriangle land

The Kingdom of Thailand draws more visitors than any other country in southeast Asia with its irresistible combination of breathtaking natural beauty, inspiring temples, renowned hospitality, robust cuisine and ruins of fabulous ancient kingdoms. The country comprises 76 provinces that are further divided into districts, sub-districts and villages. Bangkok is the capital city and centre of political, commercial, industrial and cultural activities. It is also the seat of Thailand's revered Royal Family, with His Majesty the King recognised as Head of State, Head of the Armed Forces, Upholder of the Buddhist religion and Upholder of all religions. Thailand is a constitutional monarchy with His Majesty King Bhumibol Adulyadej,or King Rama IX, the ninth king of the Chakri Dynasty, the present king. The King has reigned for more than half a century, making him the longest reigning Thai monarch. Thailand embraces a rich diversity of cultures and traditions. With its proud history, tropical climate and renowned hospitality, the Kingdom is a never-ending source of fascination and pleasure for international visitors. Thailand lies in the heart of Southeast Asia, making it a natural gateway to Indochina, Myanmar and Southern China. Its shape and geography divide into four natural regions :the vast rice fields of the Central Plains; the semi-arid farm landsof the Northeast plateau; the tropical islands and long coastline of the peninsula South and the mountains with forests of the North. Goldentriangle area is part
of the North which have Lanna cultural.
The past, Goldentriangle is area which have exchanged opium by gold.This area is border line of Thailand ,Myanmar and Laos which has covered Maesai and Chiangsaen city of Thailand,
Thachileq of Myanmar and Bokaew city Laos.The world famous person which trade narcotic in this area is Khun Sa. Khun Sa was born 17 february.His name in China is Zhang Qifu and Chan Zhangtrakul in Thai.He is the leader of MuangTai Army which called indenpendent for Thaiyai minority group of Myanmar and has been the great Heroin/opium producer and trader of the world.He has located Goldentriangle area in Shan State and Wah State,Myanmar. He ever has located at Hintak,Turdthai district,Maefahluang city,Chiangrai province,Thailand since 1963.He built community and made infrastructure,temple, school,hospital etc. and has used for produce heroin which import illegally from Shan State and Yonok State.He trade it worldwide. 1969,Myanmar have arrestted Khun Sa with trade narcotic charge. 1973,Khun Sa was dissolute for exchange with two hostage which be doctor Russian at Hintak village.From this event,Thai government have had Get out Khun Sa policy.The frontier policeman of Thailand have attacked Khun Sa on 21 January 1982.Khun Sa Army have relocated at uamuang,Myanmar which opposite Maehongsorn province,Thailand.Khun Sa Army was cooperate with Tai Revolutionary Council in 1985,and Changed be Shan United Army. 1989,U.S.A. have catch notice 2million USdollars for Khun Sa after the federation court has ordered to inform the charge sneaks to lead 1000 ton heroins reaches the country. January1996,Khun Sa has been defeat with Myanmar and deliver weapon for exchange deliverring is a criminal crosses the frontier to give U.S.A.. He has controlled at Rangoon residence and become ill with the paralysis,high blood pressure,
diabetes disease.Finally,he was dead on 26 october 2007(73years)
Thailand have Opium museum at Sopruak village,Chiangsaen city,Chiangrai which show about blackgroun/past/present and future of opium detail. In the present,coming to tour goldentriangle area in Thailand,to sees the scenery of Mekong River and play gamble in Myanmar Casino.
translate to Thai
สามเหลี่ยมทองคำ เป็นพื้นที่บริเวณพรมแดนระหว่างประเทศไทย ลาว พม่า บริเวณนี้เคยมีการค้าฝิ่น โดยแลกเปลี่ยนกับทองคำ ในประเทศไทยได้แก่พื้นที่อำเภอแม่สาย เชียงแสน โดยบุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ในการค้ายาเสพติดระดับโลกในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ คือ ขุนส่า ขุนส่า(17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2477-26 ตุลาคม พ.ศ. 2550 [1]) มีชื่อจริงว่า จาง ซีฟู (จีน张奇 夫; พินอิน:Zhāng Qífú จาง ฉีฝู)และมีชื่อไทยว่า นายจันทร์ จางตระกูล [2] เป็นอดีตผู้นำกองทัพเมิงไตซึ่ง ต่อสู้เพื่อเรียกร้องเอกราชให้แก่ชนกลุ่มน้อยชาวไทใหญ่ในพม่า และเป็นผู้ผลิตและค้าเฮโรอีนและฝิ่น รายใหญ่ของโลก โดยมีที่มั่นอยู่บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ มีอิทธิพลอยู่ในเขตรัฐฉานและว้า ขุนส่าเคยตั้ง กองกำลังใหญ่อยู่ที่บ้านหินแตก ในเขตตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่ พ.ศ.2506 มีการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งโรงพยาบาล วัด โรงเรียน และใช้ที่นี้เป็นฐานการผลิตเฮโรอีน จากฝิ่นที่ลักลอบนำเข้ามาจากรัฐฉานและรัฐโยนก ส่งขายไปทั่วโลก ในปี พ.ศ. 2512 ทางการพม่าจับตัวขุนส่าไปจำคุกด้วยข้อหาค้ายาเสพติด และได้รับการปล่อยตัว ในปี พ.ศ. 2516 เพื่อแลกกับชีวิตของแพทย์ชาวโซเวียต 2 คน ที่กองกำลังของขุนส่าจับไปเป็นตัวประกัน ที่บ้านหินแตก จากเหตุการณ์ครั้งนั้น รัฐบาลไทยจึงมีนโยบายผลักดันกองกำลังขุนส่าออกนอกประเทศ ตำรวจตระเวนชายแดนของไทยได้เข้ากวาดล้างบ้านหินแตกเมื่อวันที่ 21มกราคม พ.ศ.2525 [3] กองกำลังขุนส่าย้ายไปตั้งอยู่ฝั่งพม่า ที่บ้านหัวเมือง ตรงข้ามกับจังหวัดแม่ฮ่องสอน เปลี่ยนชื่อเป็น กองทัพสหฉาน (Shan United Army) และเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสภาปฏิวัติไต (Tai Revolutionary Council) เมื่อ พ.ศ. 2528
ในปี พ.ศ. 2532 ทางการสหรัฐตั้งค่าหัวขุนส่าเป็นเงิน 2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อนำตัวขุนส่าไป ดำเนินคดี หลังจากศาลสหรัฐสั่งฟ้องในข้อหาลักลอบนำเฮโรอีนจำนวน 1,000 ตัน เข้าประเทศ ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2539 ขุนส่าตกลงสวามิภักดิ์ และส่งมอบอาวุธของกองทัพเมิงไต ให้กับ
ทางการพม่า เพื่อแลกเปลี่ยนกับการไม่ถูกส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนให้แก่สหรัฐอเมริกา ขุนส่าถูกทหารพม่า ควบคุมตัวอยู่ที่บ้านพักในกรุงย่างกุ้ง ล้มป่วยด้วยโรคอัมพฤก ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน [2] จนกระทั่งเสียชีวิต เมื่อคืนวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2550 อายุ 73 ปี
โดยประเทศไทยได้มีพิพิธภัณฑ์ฝิ่นบริเวณสบรวก ที่แสดงประวัติความเป็นมาของพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ ปัจจุบันการมาเที่ยวพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำในประเทศไทย หมายความเพียงการมาชมทิวทัศน์ของ แม่น้ำโขงบริเวณสบรวก(หมายถึงพื้นที่ที่แม่น้ำรวกมาบรรจบกับแม่น้ำโขง) ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อสามดินแดนคือ ไทย ลาวและพม่า ซึ่งมีความงดงามโดยเฉพาะยามเช้าที่ดวงอาทิตย์ขึ้นท่ามกลางสายหมอกด้านฝั่งพม่า และ ลาว นักท่องเที่ยวนิยมนั่งเรือเที่ยวชมทิวทัศน์จุดบรรจบของพรมแดนไทย ลาว และพม่า ค่าเช่าเรือประมาณ300–400 บาท นั่งได้ 6 คน ถ้าต้องการนั่งชมทิวทัศน์สองฝั่งแม่น้ำโขงไปไกลถึงเชียงแสนและเชียงของ ก็สามารถหาเช่าเรือได้ แต่ค่าเรือขึ้นอยู่กับระยะทางใกล้ไกล นักท่องเที่ยวที่สนใจล่องแม่น้ำโขงไปเที่ยวทางตอนใต้ของประเทศจีน เช่น
สิบสองปันนา คุนหมิง สามารถติดต่อกับบริษัทนำเที่ยวในจังหวัดเชียงรายได้ หากต้องการจะชมทิวทัศน์มุมกว้างของสามเหลี่ยมทองคำบริเวณสบรวกและเพื่อนบ้าน ต้องขึ้นไปบน ดอยเชียงเมี่ยง ที่อยู่ริมแม่น้ำโขง นอกจากนี้มีนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งข้ามไปบ่อนการพนันที่ฝั่งพม่า และใน ส่วนประเทศลาวได้กำลังพัฒนา
พื้นที่บริเวณสามเหลี่ยมทองคำเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษโดยเงินทุนจากจีน

------------
อ้างอิง
^ Former Notorious Druglord Khun Sa Dies Associated Press
^ 2.0 2.1 ปิดตำนานขุนส่า ราชายาเสพติดโลก คนใกล้ชิดงงสาเหตุการตาย
^ ตามรอยขุนส่าราชายาเสพติดกับยุทธการบ้านหินแตก จาก คมชัดลึก

วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2552

Thai in Suwannapoom

สุวรรณภูมิหมายถึงดินแดนที่เรียกว่าแผ่นดินทองซึ่งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และได้เป็นที่กล่าวถึงจากชนต่างแดนที่มีความเจริญเป็นแหล่งอารยธรรมในอดีตไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชนในประเทศสาธารณประชาชนจีน กลุ่มชนในประเทศอินเดีย กลุ่มชนชาติตะวันตก


หากเราจะย้อนกลับไปในอดีตเราจะพบว่าบนผืนแผ่นดินในเอเชีย มีอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่อยู่ 2 แห่งคือ อารยธรรมลุ่มน้ำสินธุที่ตั้งในแผ่นดินอินเดีย และอารยธรรมลุ่มน้ำฮวงโหที่ตั้งในแผ่นดินจีน มีเทือกเขาหิมาลัยและที่ราบสูงทิเบตกั้นโดยอารยธรรมทั้งสองมีแนวความคิดหลักมีอิทธิพลต่อประชาชนในเอเชีย กล่าวคือ ในบริเวณลุ่มน้ำสินธุได้ใช้แนวความคิดตามหลักศาสนาพราหมณ์หรือศาสนาฮินดูเป็นหลักในการปกครองและดำเนินวิถีชีวิต แต่ในบริเวณลุ่มน้ำฮวงโหใช้แนวความคิดของลัทธิขงจื๊อเป็นหลักในการปกครองและดำเนินวิถีชีวิต ซึ่งทั้งสองแนวความคิดนี้ได้มีอิทธิพลต่อคนในเอเชียตั้งแต่เกิดจนตายได้แก่ (วัฒนธรรมการสร้างที่อยู่อาศัย วิธีการเลี้ยงทารก-เด็ก การมีคู่ครอง อาหาร การรักษาโรค ศิลปะ การดนตรี การละเล่น การตาย) โดยเฉพาะอย่างยิ่งอารยธรรมลุ่มน้ำสินธุได้มีอิทธิเหนือดินแดนแห่งนี้เป็นอย่างมาก ปรากฏให้เห็นชัดคือโบราณสถาน โบราณวัตถุ ได้แก่ ปราสาทเขาพระวิหาร ฯลฯ


แต่ก่อนที่เราจะมาวิเคราะห์ว่าคนไทยในดินแดนสุวรรณภูมินี้เป็นใครกันแน่ คงจะต้องมาศึกษาถึงประวัติศาสตร์บรรพบุรษของคนในดินแดนทั้งสองก่อน กล่าวคือ

ในบริเวณดินแดนประเทศอินเดียมีชนพื้นเมืองคือกลุ่มชนเชื้อชาตินิโกรลอยด์ อาศัยอยู่และต่อมากลุ่มชนเชื้อสายออสโตรลอยด์โพลิเนเซี่ยน(ดราวิเดียน) ได้มีการอพยพเข้ามาอยู่และได้กลายเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลเหนือ(ผู้ปกครอง)ชนพื้นเมืองและได้สร้างอารยธรรมสินธุขึ้นในดินแดนแถบนี้เมื่อประมาณ.........โดยมีการวางผังเมืองสร้างบ้านเมืองใช้อิฐผสมปูนในการสร้างที่อยู่อาศัย มีการวางระบบชลประทาน โดยกลุ่มชนทั้งสองได้ดำรงอยู่โดยมีการผสมผสานเรียกว่าพวกมิลักขุ
ต่อมาประมาณปีพ.ศ........กลุ่มชนจากเปอร์เซียที่มีความสามารถในการรบได้เข้ามาครอบครองดินแดนนี้ในฐานะผู้ปกครองเรียกตนเองว่า"อารยัน"โดยอาศัยการใช้รถม้าเป็นเครื่องมือสำคัญในการเดินทางและการรบ พร้อมทั้งได้นำหลักศาสนาพราหมณ์โดยเฉพาะหลักการการแบ่งชนชั้นเพื่อใช้ในการปกครอง เพื่อป้องกันการต่อต้านจากกลุ่มชนพื้นเมืองและชาวดราวิเดียน โดยสร้างเป็นหลักธรรมศาสตร์นิติศาสตร์ใช้ในการปกครอง ซึ่งทำให้ชาวพื้นเมืองเดิมและกลุ่มผู้ปกครองเดิม(ดราวิเดียน)มีความเห้นที่แตกต่าง เป็น2ฝ่ายคือฝ่ายที่เห็นด้วยและยอมรับก็ยังคงดำรงอยู่ในดินแดนนี้ในฐานะชนชั้น"ศูทร"และ"จัณฑาล" ส่วนกลุ่มชนที่ไม่เห็นด้วยแยกเป็น 2 พวก คือ พวกหนึ่งยังดำรงชีวิตอยู่ในดินแดนนี้แต่ได้พยายามสร้างหลักการศาสนาที่แตกต่างอาทิ ศาสนาเชน ศาสนาพุทธ และเกิดมีลัทธิต่างๆมากมายในดินแดนลุ่มน้ำสินธุ ส่วนพวกที่ไม่เห็นด้วยและไม่ยอมอยู่ภายใต้การปกครองของชาวอารยันได้เกิดการเคลื่อนย้ายไปสู่ดินแดนอื่นที่ไกลออกไป อาทิ การเคลื่อนย้ายเข้าไปทางตะวันออกสู่ดินแดนพม่าที่เรียกว่าชาวมอญ และชาวพยู หรือพวกที่อพยพลงทางใต้ไปสู่ศรีลังกาซึ่งในปัจจุบันเรียกว่าชาวทมิฬ
ในขณะนั้นดินแดนในประเทศไทยมีชาวละว้าเป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิมกลุ่มใหญ่ และต่อมาชาวดราวิเดียนหรือที่เรียกว่าชาวมอญ ได้มีการเคลื่อนย้ายเข้าสู่ประเทศไทยในช่วงเวลาต่อมาและตั้งอารยธรรมทาราวดีขยายครอบคลุมดินแดนสุวรรณภูมิ

ส่วนในดินแดนอารยธรรมหลักอีกแห่งคือประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ปรากฏว่ามีกลุ่มชนพื้นเมืองดั้งเดิมที่หลากหลาย แต่ที่เป็นกลุ่มใหญ่ คือชาวฮั่น ชาวมองโกล และชาวไป่วเย่ว(ไทย)ฯลฯโดยกลุ่มชาวอั่นสามารถคงสามารถครองอำนาจปกครองและขยายกลุ่มชนครอบคลุมทั้งประเทศโดยอาศัยลัทธิขงจื๊อเป็นหลักในการปกครองประเทศ และใช้ในการดำเนินวิถีชีวิตของชาวจีนตราบจนทุกวันนี้ แม้จะมีศาสนาพุทธเข้ามาเผยแพร่ในแผ่นดินจีน แต่ก็ยังคงผสมผสานกับหลักการของลัทธิขงจื๊อได้อย่างกลมกลืน